กรมควบคุมโรคเฝ้าระวัง Mpox หลังพบผู้ป่วยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ย้ำกลุ่มเสี่ยงสังเกตอาการ ป้องกันการแพร่เชื้อ

กรมควบคุมโรคเฝ้าระวัง Mpox หลังพบผู้ป่วยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ย้ำกลุ่มเสี่ยงสังเกตอาการ ป้องกันการแพร่เชื้อ

     นายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า โรคฝีดาษวานร (Mpox) ยังคงเป็นโรคที่มีการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยพบผู้ป่วยประปรายตลอดทั้งปี และเริ่มมีแนวโน้มสูงขึ้นตั้งแต่เดือนมิถุนายนเป็นต้นมา ข้อมูลจากโปรแกรมเฝ้าระวังเหตุการณ์โรคและภัยสุขภาพ (M-EBS) กรมควบคุมโรค ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 18 กรกฎาคม 2569 มีผู้ป่วยสะสม 139 ราย เสียชีวิต 2 ราย (ทั้ง 2 รายมีเชื้อ HIV ร่วมด้วย) ผู้ป่วยเป็นเพศชาย 135 ราย และเพศหญิง 4 ราย อายุเฉลี่ย 36 ปี (ช่วงอายุตั้งแต่ 18 – 75 ปี) ส่วนใหญ่สัญชาติไทย 123 ราย (ร้อยละ 88.49) รองลงมาคือสัญชาติเมียนมา 9 ราย และสัญชาติอื่น ๆ 7 ราย โดยผู้ป่วยกระจายตัวในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ปริมณฑล เมืองใหญ่และจังหวัดท่องเที่ยว แม้สถานการณ์โดยรวมยังอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ แต่การป้องกันตนเอง และการเข้ารับการตรวจรักษาอย่างรวดเร็วเมื่อมีอาการสงสัย จะช่วยลดการแพร่เชื้อและป้องกันการเกิดอาการรุนแรงได้

     “ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีปัจจัยเสี่ยงจากการมีเพศสัมพันธ์และสัมผัสใกล้ชิดกับกลุ่มเสี่ยง ในปีนี้พบผู้ป่วยที่ติดเชื้อ Mpox สายพันธุ์ Clade Ib จำนวน 88 รายจาก 139 ราย สะท้อนให้เห็นว่า เชื้อสายพันธุ์ Clade Ib พบเพิ่มขึ้นจนมีสัดส่วนมากกว่าสายพันธุ์ Clade II และจากข้อมูลพบว่าเป็นผู้อยู่ร่วมกับ HIV จำนวน 76 ราย (ร้อยละ 54.68) จึงควรได้รับการเฝ้าระวังและเข้าถึงการรักษาอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ปี พ.ศ. 2569 ประเทศไทยพบผู้ป่วยสายพันธุ์ Clade Ib เพิ่มขึ้นเด่นชัดตั้งแต่ช่วงปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ขณะนี้ยังไม่พบผู้เสียชีวิตจากสายพันธุ์ Clade Ib กรมฯ จึงเน้นย้ำการเฝ้าระวังเชิงรุกและการสอบสวนโรคในกลุ่มเสี่ยงดังกล่าวอย่างใกล้ชิด โดยเชื้อสายพันธุ์ Clade Ib เป็นสายพันธุ์ที่อยู่ในการเฝ้าระวังขององค์การอนามัยโลก (WHO) เนื่องจากกำลังแพร่ระบาดในหลายประเทศ” อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าว

          สำหรับการรักษา ผู้ป่วยโรคฝีดาษวานรส่วนใหญ่สามารถรักษาตามอาการและแยกกักตัวที่บ้านได้ จนหายดี ส่วนผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่ออาการรุนแรง แพทย์จะพิจารณาให้ยาต้านไวรัสตามข้อบ่งชี้ พร้อมแนะนำให้แยกตัวประมาณ 21 วัน หรือจนกว่า ผื่น ตุ่ม จะตกสะเก็ดหลุดลอกออกหมด และผิวหนังกลับมาปกติ

          ด้าน นายแพทย์ดิเรก ขำแป้น รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า โรคนี้สามารถติดต่อได้จากการสัมผัสแนบชิดกับผู้ป่วย ได้แก่ ผิวหนังสัมผัสตุ่มหนอง ผื่น สารคัดหลั่ง หรือสิ่งของที่ปนเปื้อนเชื้อ ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น เด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ ผู้อยู่ร่วมกับเชื้อเอชไอวี ผู้ป่วยมะเร็งและโรคเลือดควรระมัดระวังเป็นพิเศษ และหลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ที่มีอาการผิดปกติทางผิวหนัง โรคนี้สามารถป้องกันได้ ดังนี้ 

   1) หลีกเลี่ยงการสัมผัสแนบชิดกับผู้ป่วยหรือผู้ที่สงสัยติดเชื้อฝีดาษวานร รวมทั้งหลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์กับบุคคลที่ไม่รู้จัก 

   2) สังเกตอาการผื่นเบื้องต้นด้วยตนเอง เช่น ผื่น/ตุ่มขึ้นตามร่างกาย หรือ ตุ่ม/แผลที่ขึ้นบริเวณอวัยวะเพศ ทวารหนัก ปาก 

   3) มีประวัติสัมผัสแนบชิด หรือมีเพศสัมพันธ์กับผู้ป่วยสงสัย หรือผู้ป่วยยืนยันโรคฝีดาษวานร รวมทั้งกลุ่มผู้ดูแลผู้ป่วยสงสัยหรือผู้ป่วยยืนยันโรคฝีดาษวานร 

   4) หลังสัมผัสผู้ป่วยภายใน 21 วัน หากมีผื่น ตุ่มน้ำหรือตุ่มหนองขึ้นบริเวณอวัยวะเพศ หรือ ทวารหนัก หรือ บริเวณรอบๆ ตามมือ เท้า หน้าอก ใบหน้า หรือบริเวณปาก ไข้ ต่อมน้ำเหลืองโต เช่น บริเวณหลังหู คอ ขาหนีบ เจ็บคอ คัดจมูก หรือ ไอ ให้รีบเข้ารับการตรวจที่สถานบริการสุขภาพ หรือโรงพยาบาล โดยแจ้งอาการและประวัติเสี่ยงทันที เพื่อรับการรักษาอย่างถูกต้อง

          กรมควบคุมโรคขอความร่วมมือประชาชนไม่ตื่นตระหนก แต่ขอให้ติดตามข้อมูลจากหน่วยงานสาธารณสุข สังเกตอาการของตนเอง และหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง หากมีอาการสงสัยหรือมีประวัติเสี่ยงว่าติดเชื้อ Mpox ขอให้รีบเข้ารับการตรวจรักษาโดยเร็ว เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อและลดความเสี่ยงต่อการเกิดอาการรุนแรง และสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422

                    --------------------

By: วัฒนรินทร

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

กรมชลประทานเดินหน้าโมเดลปรับปรุง “โครงการฯ ลำแชะ” โคราช

ดีอี แจงข่าวจริง "หากโดนเห็บกัด เสี่ยงทำให้สมองอักเสบ" ขอ ปชช.ระมัดระวัง

คต. อัพเกรดระบบบริการ เชื่อมฐานข้อมูล หนุนผู้ส่งออกไทยใช้สิทธิ FTA เพิ่มขีดแข่งขันการค้าในตลาดต่างประเทศ