“พิพัฒน์” วางแนวคมนาคมไทยสู่อนาคต ผ่านเวที MOT New Chapter ดันระบบรางเป็นแกนหลัก เชื่อมถนน - ราง - น้ำ - อากาศ

“พิพัฒน์” วางแนวคมนาคมไทยสู่อนาคต ผ่านเวที MOT New Chapter ดันระบบรางเป็นแกนหลัก เชื่อมถนน - ราง - น้ำ - อากาศ เร่ง 262 โครงการ ยกระดับการเดินทางและเศรษฐกิจทุกภูมิภาค

     นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวถึงการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ “MOT New Chapter ทันสมัย ใส่ใจประชาชน พร้อมขยายผลด้านเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน ปี 2569 และปี 2570” โดยมี นายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม ผู้บริหารระดับสูง และหัวหน้าหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคม เข้าร่วม ณ ห้องประชุมราชดำเนิน อาคารราชรถสโมสร กระทรวงคมนาคม ว่า การสัมมนาครั้งนี้เป็นเวทีร่วมกำหนดทิศทางการพัฒนาระบบคมนาคมของประเทศไทยในระยะต่อไป โดยนำผู้บริหารและหน่วยงานทุกด้านมาร่วมกันระดมความคิด วางแผน และบูรณาการการทำงาน เพื่อนำโครงการที่แต่ละหน่วยงานรับผิดชอบให้เชื่อมต่อกันเป็นระบบเดียว ตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง และทำให้การลงทุนด้านคมนาคมเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน กระทรวงคมนาคมยึดแนวนโยบายของรัฐบาลในการเร่งผลักดันโครงการสำคัญให้เกิดผลเป็นรูปธรรมโดยเร็ว พร้อมกำหนดกรอบการทำงาน 4 ด้าน ได้แก่ ลดค่าครองชีพประชาชน กระตุ้นเศรษฐกิจ ส่งเสริมพลังงานสะอาด และวางรากฐานด้านคมนาคมสำหรับอนาคต โดยแบ่งการทำงานออกเป็น 5 มิติ ได้แก่ ทางถนน ทางบก ทางราง ทางน้ำ และทางอากาศ เพื่อร่วมกันออกแบบระบบคมนาคมที่ไร้รอยต่อ สะดวก ปลอดภัย รวดเร็ว และมีค่าใช้จ่ายที่เหมาะสม

          ผลจากการสัมมนาได้กำหนดแผนขับเคลื่อนโครงการสำคัญในปี 2570 รวม 262 โครงการ วงเงินลงทุน 229,769 ล้านบาท พร้อมวางทิศทางการพัฒนาต่อเนื่องในช่วงปี 2571 - 2573 อีก 51 โครงการ วงเงินประมาณ 593,409 ล้านบาท โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ การปรับโครงสร้างการเดินทางและการขนส่งของประเทศให้มี “ระบบรางเป็นแกนหลัก” เชื่อมต่อกับถนน รถโดยสาร ท่าเรือ และสนามบินอย่างสมบูรณ์ พร้อมกระจายการพัฒนาไปยังเมืองหลัก เมืองรอง พื้นที่เศรษฐกิจ ชายแดน และแหล่งท่องเที่ยวในทุกภูมิภาค  ด้านโครงข่ายทางถนน กระทรวงคมนาคมจะเร่งพัฒนามอเตอร์เวย์ ทางพิเศษ ถนนวงแหวน และสะพานสำคัญ เพื่อเพิ่มทางเลือกในการเดินทาง ลดปัญหาคอขวด และเชื่อมโยงเมืองหลักกับพื้นที่เศรษฐกิจทั่วประเทศ ส่วนโครงการที่ประชาชนจะเห็นความคืบหน้าในระยะใกล้ ได้แก่ การเปิดทดลองให้บริการตลอดเส้นทางของ M6 บางปะอิน - นครราชสีมา และ M82 ทางยกระดับบางขุนเทียน - บ้านแพ้ว ตลอดจนการเดินหน้า M9 ทางยกระดับบางขุนเทียน - บางบัวทอง และ M5 ส่วนต่อขยายโทลล์เวย์ ช่วงรังสิต - บางปะอิน  ขณะเดียวกัน จะเร่งเติมเต็มโครงข่ายบริเวณทางแยกต่างระดับบางปะอิน ผ่านทางหลวงแนวใหม่ M6 เชื่อมทางหลวงหมายเลข 32 และ M9 แนวใหม่ เชื่อมโครงข่ายตะวันตก - ตะวันออก เพื่อให้มอเตอร์เวย์หลายสายเชื่อมต่อกันได้อย่างสมบูรณ์ พร้อมผลักดันโครงการใหม่ อาทิ วงแหวนกรุงเทพมหานคร รอบที่ 3 ด้านตะวันออก M8 นครปฐม - ปากท่อ ทางพิเศษจังหวัดภูเก็ต ช่วงกะทู้ - ป่าตอง และช่วงเมืองใหม่ - เกาะแก้ว- กะทู้ ถนนวงแหวนรอบเมืองหาดใหญ่ สะพานเชื่อมเกาะลันตา และสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา ซึ่งจะช่วยลดระยะเวลาเดินทาง กระจายความเจริญ และเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่ประชาชนในพื้นที่ โดยสะพานข้ามทะเลสาบสงขลาได้รับอนุมัติแหล่งเงินกู้แล้ว และจะเดินหน้าลงนามสัญญาและก่อสร้างต่อไป

          ด้านการขนส่งสาธารณะ จะเดินหน้ายกระดับบริการให้ประชาชนเข้าถึงได้สะดวก ปลอดภัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ผ่านโครงการรถโดยสารประจำทางพลังงานสะอาด EV แบ่งเป็นระยะที่ 1 จำนวน 1,520 คัน และระยะที่ 2 จำนวน 800 คัน รวม 2,320 คัน พร้อมพัฒนาระบบรถโดยสารเชื่อมต่อ หรือ Feeder ทั้งในกรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และเมืองภูมิภาค รวมถึงปรับปรุงสถานีขนส่งผู้โดยสารจตุจักร สถานีเดินรถรังสิต และพัฒนาศูนย์การขนส่งชายแดนจังหวัดนครพนม เพื่อเชื่อมโยงการเดินทางของประชาชนและการขนส่งสินค้าระหว่างเมืองกับประเทศเพื่อนบ้านให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น  ด้านระบบราง จะเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาโครงข่ายคมนาคมของประเทศ โดยเร่งผลักดันโครงการ Missing Link ช่วงบางซื่อ - พญาไท - มักกะสัน - หัวหมาก และช่วงบางซื่อ - หัวลำโพง เพื่อเชื่อมโครงข่ายรถไฟในเขตกรุงเทพมหานครให้สมบูรณ์ พร้อมเร่งดำเนินโครงการรถไฟทางคู่สายใต้ ช่วงชุมพร - สุราษฎร์ธานี ช่วงสุราษฎร์ธานี - หาดใหญ่ - สงขลา และช่วงหาดใหญ่ - ปาดังเบซาร์ ขยายรถไฟชานเมืองสายสีแดง ช่วงรังสิต - มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต และช่วงศิริราช - ตลิ่งชัน - ศาลายา รวมถึงเร่งประกวดราคา รถไฟความเร็วสูง ระยะที่ 2 ช่วงนครราชสีมา - หนองคาย

          นอกจากนี้ จะเร่งออกกฎหมายลำดับรองตามพระราชบัญญัติการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. 2568 และพระราชบัญญัติการขนส่งทางราง พ.ศ. 2568 พร้อมเดินหน้ามาตรการ อัตราค่าโดยสารร่วม 17 - 45 บาท เพื่อวางระบบให้ประชาชนสามารถเดินทางเชื่อมต่อหลายระบบได้สะดวกยิ่งขึ้น ลดภาระค่าใช้จ่าย และส่งเสริมให้ระบบรางเป็นทางเลือกหลักของการเดินทางในชีวิตประจำวัน โดยกระทรวงคมนาคมยังเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมในการเดินรถบนโครงข่ายของการรถไฟแห่งประเทศไทย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งสินค้า ควบคู่กับการส่งเสริมการวิจัย ออกแบบ และผลิตรถไฟภายในประเทศ เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมระบบรางไทยในระยะยาว

          ด้านการคมนาคมทางน้ำ จะพัฒนาท่าเรือโดยสาร ท่าเรือท่องเที่ยว และท่าเรือสินค้าให้ทันสมัยและมีมาตรฐาน พร้อมสนับสนุนการระบายน้ำและการแก้ไขปัญหาอุทกภัยในพื้นที่สำคัญ ได้แก่ การปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวกของ Smart Pier ริมแม่น้ำเจ้าพระยา 29 ท่า การพัฒนาท่าเทียบเรือรองรับเรือสำราญขนาดใหญ่ หรือ Cruise Terminal ที่เกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี การส่งเสริมท่าเรือสำราญที่ท่าเรือกรุงเทพ และการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 โครงการเหล่านี้จะช่วยเพิ่มทางเลือกในการเดินทาง ส่งเสริมการท่องเที่ยวทางน้ำ ลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ และเสริมศักยภาพประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางการค้าและการขนส่งของภูมิภาค  ด้านการคมนาคมทางอากาศ จะเร่งเพิ่มศักยภาพท่าอากาศยานหลักและท่าอากาศยานภูมิภาค เพื่อรองรับจำนวนผู้โดยสาร นักท่องเที่ยว และการขนส่งสินค้าที่เพิ่มขึ้น โดยเดินหน้าจัดทำแผนแม่บทท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และผลักดันโครงการส่วนต่อขยายอาคารผู้โดยสารด้านทิศตะวันออก หรือ East Expansion พร้อมเร่งโครงการพัฒนาท่าอากาศยานดอนเมือง ระยะที่ 3 ท่าอากาศยานเชียงใหม่ ระยะที่ 1 และท่าอากาศยานภูเก็ต ระยะที่ 2 รวมทั้งขยายทางวิ่งของท่าอากาศยานภูมิภาค ได้แก่ ชุมพร ระนอง ตรัง แพร่ และบุรีรัมย์ นอกจากนี้ จะพัฒนาท่าอากาศยานหัวหินให้รองรับเที่ยวบินระหว่างประเทศ ก่อสร้างอาคารศูนย์ฝึกการบินหัวหิน ก่อสร้างอาคารผู้โดยสารหลังใหม่ที่ท่าอากาศยานนราธิวาส และพัฒนา ศูนย์ขนส่งผู้โดยสารท่าอากาศยานกระบี่ สำหรับด้านความปลอดภัย จะจัดหาเทคโนโลยีป้องกันนกชนอากาศยาน หรือ Automated Bird Control ที่ท่าอากาศยานนครศรีธรรมราชและพิษณุโลก รวมถึงเตรียมความพร้อมการให้บริการเดินอากาศ ณ ท่าอากาศยานอู่ตะเภา เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็น Aviation Hub ของภูมิภาค

          สำหรับแผนระยะต่อไปในช่วงปี 2571 - 2573 กระทรวงคมนาคม จะเดินหน้าศึกษาและพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ที่ช่วยเปิดพื้นที่เศรษฐกิจใหม่ อาทิ ถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร รอบที่ 3 ด้านทิศใต้ และเส้นทางท่องเที่ยวเลียบชายฝั่งทะเลภาคใต้ Thailand Riviera ทั้งฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน

   - ด้านการขนส่งทางบก วางแผนพัฒนาโครงข่ายคมนาคมเชื่อมต่อท่าอากาศยานสำคัญ ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย ขอนแก่น อุดรธานี ภูเก็ต และสงขลา รวมถึงพัฒนาสถานีขนส่งสินค้านครปฐม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเดินทางและการขนส่งสินค้า

   - ด้านระบบราง วางแผนพัฒนา รถไฟสายใหม่ช่วงสุราษฎร์ธานี - พังงา - ท่านุ่น และช่วงท่านุ่น - ภูเก็ต รถไฟความเร็วสูงช่วงกรุงเทพฯ - หัวหิน หัวหิน - สุราษฎร์ธานี และสุราษฎร์ธานี - ปาดังเบซาร์ รวมถึงระบบขนส่งมวลชนทางรางอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

   - ด้านการคมนาคมทางน้ำ วางแผนพัฒนา Cruise Terminal จังหวัดภูเก็ตและพื้นที่อ่าวไทยตอนบน จังหวัดชลบุรี พร้อมศึกษาโครงข่ายบูรณาการการขนส่งทางน้ำ ช่วงนครสวรรค์ หรือปากน้ำโพ - สมุทรสาคร หรืออ่าวไทย (MMR1)

   - ด้านการบิน จะเสริมศักยภาพท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและดอนเมือง พร้อมพัฒนาศูนย์ขนส่งผู้โดยสารท่าอากาศยานอุดรธานี นครศรีธรรมราช ตรัง และขอนแก่น รวมถึงพัฒนา โรงฝึกปฏิบัติการซ่อมบำรุงอากาศยานสำหรับนายช่างภาคพื้นดิน เพื่อผลิตบุคลากรรองรับอุตสาหกรรมการบินในอนาคต

     "เนื่องจากโครงการต่างๆ ต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก กระทรวงคมนาคมจะพิจารณาแหล่งเงินลงทุนนอกงบประมาณเพิ่มเติม ทั้งการระดมทุนจากภาคเอกชนและตลาดทุน ผ่านกองทุน Thailand Future Fund หรือ TFFIF รวมถึงการเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้าร่วมลงทุนในรูปแบบ PPP เพื่อให้โครงการสามารถเดินหน้าได้ตามแผน โดยไม่ขึ้นอยู่กับงบประมาณภาครัฐเพียงช่องทางเดียว" นายพิพัฒน์ กล่าว

          ทั้งนี้ ภายหลังการสัมมนา ทุกหน่วยงานจะนำข้อสรุปไปจัดทำ Action Plan ที่กำหนดเป้าหมาย ระยะเวลา แหล่งเงินลงทุน และหน่วยงานรับผิดชอบอย่างชัดเจน พร้อมติดตาม และเร่งรัดให้เกิดผลในทางปฏิบัติ เพื่อเป้าหมายในการทำให้ประชาชนเดินทางสะดวกขึ้น ปลอดภัยขึ้น และมีค่าใช้จ่ายที่เหมาะสม ลดต้นทุนการขนส่ง เพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจ กระจายความเจริญสู่ทุกภูมิภาค และสร้างระบบคมนาคมที่ทันสมัย เชื่อมโยง และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

                    --------------------

By: วัฒนรินทร

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

กรมชลประทานเดินหน้าโมเดลปรับปรุง “โครงการฯ ลำแชะ” โคราช

ดีอี แจงข่าวจริง "หากโดนเห็บกัด เสี่ยงทำให้สมองอักเสบ" ขอ ปชช.ระมัดระวัง

คต. อัพเกรดระบบบริการ เชื่อมฐานข้อมูล หนุนผู้ส่งออกไทยใช้สิทธิ FTA เพิ่มขีดแข่งขันการค้าในตลาดต่างประเทศ