กรมประมงประกาศ “ปิดอ่าวไทยรูปตัว ก” ในพื้นที่ 8 จังหวัด เริ่ม 15 มิ.ย.นี้

กรมประมงประกาศ “ปิดอ่าวไทยรูปตัว ก” ในพื้นที่ 8 จังหวัด เริ่ม 15 มิ.ย.นี้ มุ่งฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำในช่วงฤดูมีไข่อนุรักษ์ไว้ใช้อย่างยั่งยืน

      นางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า การใช้มาตรการบริหารจัดการทรัพยากรในช่วงสัตว์น้ำมีไข่ วางไข่ เลี้ยงตัวอ่อน พื้นที่อ่าวไทยตอนใน (อ่าวไทยรูปตัว ก) นั้น ถือเป็นภารกิจสำคัญที่กรมประมงได้ดำเนินมาตรการมาอย่างต่อเนื่องทุกปี เพื่อคุ้มครองสัตว์น้ำให้มีโอกาสได้สืบพันธุ์วางไข่ และสามารถเจริญเติบโตให้เกิดความสมดุลกับการใช้ประโยชน์   ซึ่งสอดคล้องกับผลการประเมินทางวิชาการโดยอ้างอิงจากข้อมูลในปี 2568 ที่ผ่านมา พบว่าพื้นที่อ่าวไทยตอนในพบการแพร่กระจายของสัตว์น้ำวัยอ่อนทั้งในช่วงที่ 1 และช่วงที่ 2 ของมาตรการ นอกจากนี้อัตราการจับสัตว์น้ำจากเรือสำรวจประมง 2 ยังพบว่าทั้งช่วงที่ 1 และ 2 ในระหว่างมาตรการและหลังมาตรการ มีอัตราการจับสัตว์น้ำเพิ่มขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับก่อนมาตรการ โดยช่วงที่ 1 อัตราการจับหลังมาตรการเพิ่มขึ้นเป็น 2,036.17 กิโลกรัม/วัน จากเดิมก่อนมาตรการอยู่ที่ 1,500.00 กิโลกรัม/วัน (เพิ่มขึ้น 1.35 เท่า) ขณะที่ช่วงที่ 2 อัตราการจับหลังมาตรการเพิ่มขึ้นเป็น 1,451.85 กิโลกรัม/วัน จากเดิมก่อนมาตรการอยู่ที่ 950.00 กิโลกรัม/วัน (เพิ่มขึ้น 1.52 เท่า) โดยชนิดสัตว์น้ำที่จับได้เป็นกลุ่มปลาผิวน้ำเศรษฐกิจ อาทิ ปลาทู ปลาสีกุนเขียว ปลาสีกุนบั้ง 

          สำหรับปลาทู สัตว์น้ำเศรษฐกิจสำคัญในอ่าวไทย พบว่า หลังมาตรการปิดอ่าวไทยตอนกลางบริเวณจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ปลาทูที่จับได้เป็นปลาทูขนาดความยาว 13 เซนติเมตร ซึ่งอยู่ในช่วงการเคลื่อนที่เข้าเขตพื้นที่ปิดอ่าวไทยตอนใน โดยกลุ่มปลาทูเหล่านี้มีการเจริญเติบโตเป็นปลาทูสาว (ความยาวขนาด 13 – 22 เซนติเมตร) นอกจากนี้เมื่อพิจารณาจากสถิติปริมาณการจับปลาทูในพื้นที่อ่าวไทยตอนใน ปีที่ผ่านมา พบปริมาณการจับเพิ่มขึ้น ดังจะเห็นได้จากข้อมูลปริมาณผลผลิตจากการทำการประมงบริเวณอ่าวไทยตอนใน ที่เปรียบเทียบระหว่าง ปี 2567 และปี 2568 พบว่าในปี 2567 มีปริมาณผลผลิตปลาทูจากการทำการประมงอวนล้อมจับ 1,401 ตัน และปี 2568 มีปริมาณผลผลิตปลาทูจากการทำการประมงอวนล้อมจับ 1,761 ตัน เพิ่มขึ้น 360 ตันหรือเพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ 25.69  จากข้อมูลที่กล่าวมาทั้งหมดชี้ให้เห็นว่าการดำเนินมาตรการปิดอ่าวไทยตอนใน (อ่าวไทยรูปตัว ก) นั้น มีประสิทธิภาพและความเหมาะสมในการดำเนินการ ทั้งในด้านพื้นที่และระยะเวลา ที่สามารถเห็นผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม ดังนั้น ในปี 2569 กรมประมงจึงยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนมาตรการตามเดิม ซึ่งแบ่งการดำเนินงานออกเป็น 2 ช่วงเวลา และมีแนวทางปฏิบัติที่สำคัญดังนี้

          ช่วงที่ 1 : ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน – 15 สิงหาคม 2569 ในพื้นที่จับสัตว์น้ำในทะเลอ่าวไทยตอนในฝั่งตะวันตกพื้นที่บางส่วนของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี สมุทรสงคราม และสมุทรสาคร โดยเริ่มจากอำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และสิ้นสุดที่อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 2,350 ตารางกิโลเมตร

          ช่วงที่ 2 : ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม – 30 กันยายน 2569 ในพื้นที่จับสัตว์น้ำในทะเลอ่าวไทยตอนในด้านเหนือพื้นที่บางส่วนของจังหวัดสมุทรสาคร กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา และชลบุรี โดยเริ่มจากอำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร และสิ้นสุดที่อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 1,650 ตารางกิโลเมตร

          โดยอนุญาตให้ใช้เครื่องมือประมง วิธีการทำการประมง และปฏิบัติตามเงื่อนไข ดังนี้

          1. อวนลากแผ่นตะเฆ่ที่ใช้ประกอบกับเรือกลลำเดียว ขนาดต่ำกว่า 20 ตันกรอส ให้สามารถทำการประมงได้เฉพาะในเวลากลางคืนและบริเวณนอกเขตทะเลชายฝั่ง

          2. อวนติดตาปลาที่ใช้ประกอบเรือกล ขนาดต่ำกว่า 10 ตันกรอส และมีขนาดช่องตาอวนตั้งแต่ 5 เซนติเมตรขึ้นไป ความยาวอวนไม่เกิน 2,000 เมตร ต่อเรือประมง 1 ลำ โดยห้ามทำการประมงโดยวิธีล้อมติด หรือวิธีอื่นใดที่คล้ายคลึงกัน

          3. อวนติดตาชนิด อวนปู อวนกุ้ง อวนหมึก

          4. อวนครอบ อวนช้อน หรืออวนยกหมึก ที่ใช้ประกอบกับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า (เครื่องปั่นไฟ) ให้ทำการประมงนอกเขตทะเลชายฝั่ง

          5. ลอบปูที่มีขนาดตาอวนโดยรอบตั้งแต่ 2.5 นิ้วขึ้นไป และทำการประมงไม่เกิน 300 ลูก ต่อเรือประมง 1 ลำ ให้ทำการประมงในเขตทะเลชายฝั่งได้

          6. ลอบปูที่มีขนาดช่องตาท้องลอบ ตั้งแต่ 2.5 นิ้ว ขึ้นไป  ให้ทำการประมงนอกเขตทะเลชายฝั่ง

          7. ลอบหมึกทุกชนิด

          8. ซั้งทุกชนิดที่ใช้ประกอบการทำการประมงพื้นบ้านในเขตทะเลชายฝั่ง

          9. คราดหอย โดยต้องปฏิบัติตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ฯที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดเครื่องมือทำการประมง รูปแบบ และพื้นที่ทำการประมงของเครื่องมือประมงคราดหอย ที่ห้ามใช้ทำการประมงในที่จับสัตว์น้ำร่วมด้วย

          10. อวนรุนเคย โดยต้องปฏิบัติตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ฯ ที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับรูปแบบของอวน ขนาดของเรือ วิธีที่ใช้ บริเวณพื้นที่ และระยะเวลาในการทำการประมงที่ผู้ทำการประมงด้วยเครื่องมืออวนรุนเคยที่ใช้ประกอบเรือยนต์ทำการประมงต้องปฏิบัติร่วมด้วย

          11. จั่น ยอ แร้ว สวิง แห เบ็ด สับปะนก ขอ ลอบ ฉมวก

          12. เครื่องมืออื่นใดที่ไม่ใช้ประกอบเรือกลขณะทำการประมง

          13. เรือประมงที่มีขนาดต่ำกว่า 10 ตันกรอส ประกอบกับเครื่องมือประมงที่ไม่ใช่เครื่องมือประมงประเภทอวนล้อมจับ อวนล้อมจับปลากะตัก อวนลากคู่ อวนลากคานถ่าง อวนครอบ อวนช้อน หรืออวนยกปลากะตัก ที่ใช้ประกอบเครื่องกำเนิดไฟฟ้า (เครื่องปั่นไฟ) เรือประกอบเครื่องกำเนิดไฟฟ้า (เรือปั่นไฟ) และเครื่องมือทำการประมงที่ห้ามใช้ทำการประมงตามประกาศที่ออกตามความในมาตรา 71 (1) แห่งพระราชกำหนด การประมง พ.ศ.2558 

          สำหรับการใช้เครื่องมือในข้อ 2 3 4 5 6 และ 7 จะต้องปฏิบัติตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ฯ ที่ออกตามความในมาตรา 71 (1) และเครื่องมือที่ใช้ทำการประมงต้องไม่ใช่เครื่องมือที่กำหนดห้ามใช้ทำการประมงตามมาตรา 67 มาตรา 69 หรือ มาตรา 71 (1) แห่งพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 และที่แก้ไขเพิ่มเติม  ทั้งนี้ เครื่องมือประมงที่มีประสิทธิภาพสูงยังคงจำเป็นต้องห้ามใช้ทำการประมงในพื้นที่ และช่วงเวลามาตรการอย่างเคร่งครัด เนื่องจากช่วงหลังมาตรการยังพบการจับสัตว์น้ำเศรษฐกิจขนาดเล็ก โดยหากผู้ใดฝ่าฝืนต้องระวางโทษ ปรับตั้งแต่ห้าพันบาทถึงหนึ่งล้านบาท ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับขนาดของเรือประมง หรือปรับจำนวนห้าเท่าของมูลค่าสัตว์น้ำที่ได้จากการทำการประมงแล้วแต่จำนวนใดจะสูงกว่าและต้องได้รับโทษทางปกครองอีกด้วย

     "ขอความร่วมมือจากพี่น้องชาวประมงและทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องปฏิบัติตามมาตรการอย่างเคร่งครัด ในการร่วมกันบริหารจัดการและอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำ โดยกรมประมงจะติดตามผลการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อขับเคลื่อนภารกิจให้สอดคล้องกับนโยบาย “BLUE TRANSFORMATION พลิกโฉมประมงไทยสู่ความยั่งยืน” ของ นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ B : Biodiversity & Balance ที่มุ่งสร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจประมงกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการฟื้นฟูแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดการทำงานของกรมประมง Fisheries Connect for Sustainability ที่มุ่งเน้นการบูรณาการเพื่อการจัดการทรัพยากรประมง ถือเป็นก้าวสำคัญในการฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำให้กลับคืนสู่ความอุดมสมบูรณ์และเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต" อธิบดีกรมประมง กล่าว

                            --------------------------------

By: วัฒนรินทร

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ดีอี แจงข่าวจริง "หากโดนเห็บกัด เสี่ยงทำให้สมองอักเสบ" ขอ ปชช.ระมัดระวัง

คต. อัพเกรดระบบบริการ เชื่อมฐานข้อมูล หนุนผู้ส่งออกไทยใช้สิทธิ FTA เพิ่มขีดแข่งขันการค้าในตลาดต่างประเทศ

ธ.ก.ส. เปิดตัวสลากออมทรัพย์ ธ.ก.ส. ชุดมังกรหยก หน่วยละ 100 บาท ลุ้นโชคใหญ่ 10 ล้าน พร้อมลุ้นรางวัลพิเศษรวมกว่า 16 ล้านบาท