"พาณิชย์" ร่วมมือ 3 สมาคมปุ๋ย ติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด ยันปุ๋ยมีปริมาณเพียงพอ-ราคาเริ่มคลี่คลาย เตรียมคลอด "ปุ๋ยคนละครึ่ง"

"พาณิชย์" ร่วมมือ 3 สมาคมปุ๋ย ติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด ยันปุ๋ยมีปริมาณเพียงพอ-ราคาเริ่มคลี่คลาย เตรียมคลอด "ปุ๋ยคนละครึ่ง" ช่วยลดต้นทุนเกษตรกรยั่งยืน

     นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการประชุมร่วมกับผู้แทน 3 สมาคมปุ๋ย ได้แก่ สมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจการเกษตรไทย สมาคมการค้าผู้ผลิตปุ๋ยไทย และ สมาคมคนไทยธุรกิจเกษตร ณ ทำเนียบรัฐบาล เพื่อติดตามสถานการณ์ปุ๋ยภายหลังเหตุการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลต่อความกังวลด้านปริมาณและราคาปุ๋ยในตลาดโลก ว่า แม้ว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอน แต่รัฐบาลได้ทำงานร่วมกันในลักษณะ “ทีมไทยแลนด์” อย่างใกล้ชิด โดยติดตามสถานการณ์ร่วมกับทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง เพื่อบริหารจัดการปริมาณปุ๋ยให้เพียงพอต่อความต้องการใช้ในประเทศ พร้อมดูแลให้ราคาจำหน่ายสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงและไม่เป็นภาระแก่เกษตรกร ทั้งนี้ ในช่วงที่ผ่านมามีเรือสินค้าบรรทุกปุ๋ยจำนวน 5 ลำได้รับผลกระทบจากสถานการณ์บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ แต่จากการประสานงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทำให้เรือบางส่วนสามารถเดินทางออกจากพื้นที่ได้แล้ว ขณะที่อีกส่วนหนึ่งได้มีการปรับเปลี่ยนเส้นทางขนส่งเพื่อให้สามารถนำสินค้าเข้าสู่ประเทศไทยได้อย่างต่อเนื่อง

     “สถานการณ์ปุ๋ยในปัจจุบันเริ่มมีสัญญาณคลี่คลายมากขึ้น ทั้งในด้านปริมาณสินค้าและแนวโน้มด้านราคา อย่างไรก็ตาม ภาครัฐและภาคเอกชนยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อรองรับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นและลดผลกระทบต่อเกษตรกรให้ได้มากที่สุด” นางศุภจี กล่าว

          ด้าน นายเทพวิทย์ เตียวสุรัตน์กุล ที่ปรึกษาสมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจการเกษตรไทย กล่าวว่า สถานการณ์ปุ๋ยยูเรียในตลาดโลกเริ่มมีสัญญาณผ่อนคลายมากขึ้นหลังจากในช่วงประมาณ 3 เดือนที่ผ่านมา ประเทศไทยไม่สามารถนำเข้าปุ๋ยยูเรียจากแหล่งผลิตในตะวันออกกลางได้ตามปกติ แต่ในเดือนมิถุนายนเริ่มมีการส่งออกสินค้าจากภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อีกครั้ง ขณะเดียวกัน ผู้ผลิตปุ๋ยในตะวันออกกลางโดยเฉพาะซาอุดีอาระเบีย ได้ปรับรูปแบบการขนส่ง โดยลำเลียงสินค้าทางบกจากฝั่งอ่าวเปอร์เซียไปยังท่าเรือฝั่งทะเลแดงก่อนส่งออกมายังประเทศไทย ส่งผลให้การนำเข้าสินค้ามีความต่อเนื่องมากขึ้น และช่วยเสริมความเชื่อมั่นต่อการบริหารจัดการปริมาณปุ๋ยในระยะต่อไป

     "แนวโน้มราคาปุ๋ยยูเรียในตลาดโลกเริ่มทรงตัวและมีสัญญาณผ่อนคลายลง ขณะที่ปุ๋ยประเภท NP และ NPK ชะลอการปรับตัวเพิ่มขึ้น ทำให้แนวโน้มราคาปุ๋ยในระยะต่อไปมีทิศทางสอดคล้องกับต้นทุนที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรในการเข้าถึงปัจจัยการผลิตในระดับราคาที่เหมาะสม" นายเทพวิทย์ กล่าว

          นอกจากนี้ ปัจจุบันปริมาณปุ๋ยในประเทศยังอยู่ในระดับที่รองรับความต้องการใช้ได้ โดยกรมการค้าภายในมีระบบติดตามข้อมูลสต็อกและปริมาณสินค้าจากผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ประเทศไทยยังมีทางเลือกในการจัดหาปุ๋ยจากประเทศผู้ผลิตรายสำคัญอื่นๆ เพื่อรองรับสถานการณ์ที่อาจเปลี่ยนแปลงในอนาคต

          ขณะที่ นายกองเอก เปล่งศักดิ์ ประกาศเภสัช นายกสมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจการเกษตรไทย กล่าวว่า สมาคมปุ๋ยทั้ง 3 สมาคมพร้อมให้ความร่วมมือกับภาครัฐในการติดตามสถานการณ์และบริหารจัดการด้านปริมาณสินค้าและราคาอย่างใกล้ชิด โดยยึดหลักความเป็นธรรมและคำนึงถึงผลประโยชน์ของเกษตรกรเป็นสำคัญ

          นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ยังกล่าวอีกว่า กระทรวงพาณิชย์ยังคงติดตามและกำกับดูแลราคาปุ๋ยอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การจำหน่ายเป็นไปตามกลไกตลาดและต้นทุนที่แท้จริง โดยที่ผ่านมาได้ตรวจสอบการจำหน่ายและป้องกันการกักตุนสินค้าในพื้นที่ต่างๆ แล้วกว่า 1,640 แห่ง และได้ดำเนินการตามกฎหมายในกรณีที่พบการกระทำความผิด พร้อมเปิดช่องทางให้เกษตรกรแจ้งข้อมูลหากพบการจำหน่ายในราคาที่ไม่เหมาะสม เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบได้ทันที

          สำหรับการช่วยเหลือเกษตรกรในระยะสั้น กระทรวงพาณิชย์ยังคงดำเนินโครงการ “ไทยช่วยไทย ลดภาระปัจจัยการผลิต ธงเขียวราคาประหยัดพลัส” อย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยลดภาระต้นทุนด้านปุ๋ย โดยตั้งเป้าดำเนินการใน 40 จังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งขณะนี้ได้ดำเนินการแล้ว 6 จังหวัด และจะเดินหน้าต่อเนื่องไปจนถึงเดือนสิงหาคม 2569 ส่วนมาตรการระยะกลางและระยะยาว รัฐบาลเตรียมขับเคลื่อนโครงการ “ปุ๋ยและเมล็ดพันธุ์คนละครึ่ง” ช่วยลดต้นทุนให้เกษตรกร โดยบูรณาการการทำงานร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผ่านกรมวิชาการเกษตร กรมพัฒนาที่ดิน และสหกรณ์การเกษตรในพื้นที่ เพื่อวิเคราะห์ความต้องการใช้ปุ๋ยให้เหมาะสมกับชนิดพืชและสภาพพื้นที่ ช่วยให้เกษตรกรใช้ปัจจัยการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพและลดต้นทุนการผลิต ทั้งนี้ เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับคำแนะนำเกี่ยวกับชนิดปุ๋ยและพันธุ์พืชที่เหมาะสมกับพื้นที่ รวมทั้งสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) โดยชดเชยดอกเบี้ยให้ร้อยละ 3 ต่อปี จากอัตราปกติร้อยละ 6 ต่อปี ส่งผลให้เกษตรกรจ่ายดอกเบี้ยเพียงร้อยละ 3 ต่อปี เพื่อสนับสนุนการลงทุนด้านการผลิตทางการเกษตร 

     "รัฐบาลจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านต้นทุนการผลิต การบริหารจัดการผลผลิต การแปรรูป การขนส่ง การหาตลาดรองรับ และการส่งออก เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ภาคการเกษตรไทย และยกระดับรายได้ของเกษตรกรอย่างยั่งยืน" นางศุภจี กล่าวปิดท้าย

                    --------------------

By: วัฒนรินทร

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ดีอี แจงข่าวจริง "หากโดนเห็บกัด เสี่ยงทำให้สมองอักเสบ" ขอ ปชช.ระมัดระวัง

คต. อัพเกรดระบบบริการ เชื่อมฐานข้อมูล หนุนผู้ส่งออกไทยใช้สิทธิ FTA เพิ่มขีดแข่งขันการค้าในตลาดต่างประเทศ

ธ.ก.ส. เปิดตัวสลากออมทรัพย์ ธ.ก.ส. ชุดมังกรหยก หน่วยละ 100 บาท ลุ้นโชคใหญ่ 10 ล้าน พร้อมลุ้นรางวัลพิเศษรวมกว่า 16 ล้านบาท