ศธ. บูรณาการจัดการศึกษายืดหยุ่นเข้มข้น “Thailand Zero Dropout PLUS” เด็กนอกระบบลดลงกว่าหลายแสนคน

ศธ. บูรณาการจัดการศึกษายืดหยุ่นเข้มข้น “Thailand Zero Dropout PLUS” เด็กนอกระบบลดลงกว่าหลายแสนคน


     นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ประธานอนุกรรมการบูรณาการการทำงานเพื่อขับเคลื่อนการจัดการศึกษาหรือการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น กล่าวภายหลังเป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการขับเคลื่อนแนวทาง Thailand Zero Dropout PLUS พ.ศ.2569 โดยนายสันติธร ยิ้มละมัย รองปลัดกระทรวงมหาดไทย นายกิตติ อินทรกุล รองปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์  นายชูสิน วรเดช รองหัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นผู้แทนเข้าร่วม พร้อมด้วยนายไกรยศ ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา และผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 380 คน เข้าร่วม ณ โรงแรม เดอะพาลาสโซกรุงเทพมหานคร ว่า ก่อนที่จะมาเป็น Thailand Zero Dropout PLUS คนไทยตื่นตัวมากและเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์พักใหญ่กับตัวเลขของเด็กไทยที่ออกจากระบบการศึกษาประมาณ 1 ล้านคน ซึ่งในช่วงนั้นขณะเป็นผู้ช่วย รมว.ศธ. ก็ได้ทราบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมถึงศึกษาธิการจังหวัดมีหน้าที่ในการบูรณาการข้อมูลและรายงานให้เป็นปัจจุบัน (realtime) เวลาผ่านมาจำนวนเด็กที่หลุดออกจากระบบลดลงจำนวนมาก และในปีล่าสุดเหลืออยู่ประมาณ 600,000 คน


          รัฐบาลให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาอย่างต่อเนื่อง โดยประกาศนโยบาย”Thailand Zero Dropout” เพื่อแก้ไขปัญหา “เด็กหลุดจากระบบการศึกษา”เพื่อ “ให้เป็นศูนย์” ซึ่งข้าราชการที่ต้องนำนโยบายไปขับเคลื่อนแม้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงเรื่องของการเมือง หรือเหตุการณ์จากปัจจัยภายนอก สถานการณ์ฉุกเฉิน เช่น ภัยพิบัติ สงคราม สภาพเศรษฐกิจ ส่วนนี้ล้วนเป็นสาเหตุที่ทำให้เด็กและเยาวชนของเรามีความเสี่ยงที่จะหลุดออกจากระบบการศึกษามากขึ้น จึงเป็นที่มาของการยกระดับนโยบาย “Thailand Zero Dropout PLUS” ที่การดูแลเรื่องนี้จะต้องเข้มข้นขึ้นเป็นพิเศษโดยเฉพาะจังหวัดที่มีความเสี่ยงสูง โดยศึกษาธิการจังหวัดได้ร่วมมือกับผู้ว่าราชการจังหวัด ที่มีหน้าที่และอำนาจในการสั่งการและบูรณาการหน่วยงานที่มีความเกี่ยวข้องในการดูแลเรื่องการศึกษาทุกภาคส่วน ครอบคลุมไปถึงปัจจัยปัญหาครอบครัว ปัญหาสังคม ปัญหาสุขภาวะทางจิต จนมีแนวทางจัดการศึกษาให้มีความยืดหยุ่นหลากหลายรองรับเด็กแต่ละคนที่มีความต้องการและเงื่อนไขที่แตกต่าง เช่น ปรับเป็นรูปแบบ 1 โรงเรียน 3 รูปแบบ “on-site on-hand on-demand” หรือเด็กที่เข้าสู่ภาคการทำงานแล้วอาจต้องมีกลไก Learn to Earn ส่งเสริมให้นำประสบการณ์ที่มีเทียบโอนเป็นหน่วยกิตเพื่อมีวุฒิการศึกษาพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเอง และยังมี Learning PLUS รวมถึงการขับเคลื่อนธนาคารหน่วยกิตอย่างต่อเนื่อง


          นโยบายใหญ่ที่นายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล จะแถลงในเร็วๆ นี้ ยังคงมีเรื่องของการศึกษาที่ยืดหยุ่น สิ่งเหล่านี้จะเป็นเครื่องมือให้ฝ่ายปฏิบัติทำงานง่ายขึ้น ความร่วมมือในวันนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญมากที่จะขับเคลื่อนในส่วนของภูมิภาค ศธ. มท. พม. จะร่วมมือกันตามหาเด็กที่ตกหล่นหลุดออกจากระบบให้สามารถกลับเข้ามาสู่ระบบ พบช่องทางต่อยอดศักยภาพของตัวเองในการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น ทุกคนในที่ประชุมวันนี้จึงมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่จะสร้างอนาคตทรัพยากรมนุษย์ของประเทศไทยให้มีความพัฒนามากยิ่งขึ้นไป ในการนี้ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ศธ.ในฐานะหน่วยงานหลักด้านการศึกษา ได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับ 11 หน่วยงานหลัก เพื่อบูรณาการข้อมูลร่วมกันจนเห็นผลสัมฤทธิ์ที่ชัดเจน จำนวนเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา จากกว่า 1 ล้านคนในปี 2566 ลดลงเหลือเพียง 603,095 คนในปี 2568 นอกจากนี้ยังได้ขยายผลระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน (OBEC CARE) ให้ครอบคลุม 28,549 โรงเรียนทั่วประเทศ และต่อยอดนวัตกรรม “1 โรงเรียน 3 รูปแบบ” ไปยังสถานศึกษานำร่อง 927 แห่งใน 245 เขตพื้นที่การศึกษา


          สำหรับการก้าวสู่ “Thailand Zero Dropout PLUS” พ.ศ.2569 ศธ.จะเดินหน้านโยบายเชิงรุก โดยสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้จังหวัด จะเป็นกลไกหลักและร่วมกับ มท. สนับสนุนการดำเนินงานของคณะกรรมการขับเคลื่อนการแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนที่หลุดออกจากระบบการศึกษาให้กลายเป็นศูนย์ระดับจังหวัดโดยมีศึกษาธิการจังหวัดเป็นเลขานุการเพื่อค้นหาและดูแลช่วยเหลือเด็กและเยาวชนที่หลุดจากระบบการศึกษาเกิน 1 ปี หรือไม่พบชื่อในระบบแจ้งเหตุเพื่อรับความช่วยเหลือด้านสังคมของ พม. หัวใจสำคัญในปี 2569 คือการบูรณาการทำงานอย่างเข้มแข็งของทุกภาคส่วน ที่จะพาน้องๆ กลับมาสู่ระบบการศึกษา การเรียนรู้ การประกอบอาชีพ ที่มีความหลากหลาย ตรงตามความต้องการของแต่ละคนที่มีเงื่อนไขแตกต่างกันใช้ “การจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่น (Flexible Leaming) ผ่านมาตรการสำคัญ ได้แก่ การขยายผล 1 โรงเรียน 3 รูปแบบการขับเคลื่อนศูนย์การเรียนตามมาตรา 12 ที่จัดโดยภาคเอกชนและชุมชนการบูรณาการระบบธนาคารหน่วยกิต(Credit Bank) เพื่อเทียบโอนประสบการณ์เป็นวุฒิการศึกษา และการขยายแพลตฟอร์ม “โรงเรียนมือถือ” (Mobile School) เพื่อให้เด็กเรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา พร้อมร่วมมือกับทุกหน่วยงานเพื่อสร้างระบบการศึกษาที่ยึดหยุ่น มีคุณภาพ และไม่ทิ้งเด็กไทยคนใดไว้ข้างหลัง

                           ----------------------------

By: วัฒนรินทร

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

กรมวิชาการเกษตรเดินหน้าอบรมผู้ควบคุมการใช้โดรนพ่นสาร ตั้งเป้า 5,000 ราย ทั่วประเทศภายในปี 70

ธ.ก.ส. เปิดตัวสลากออมทรัพย์ ธ.ก.ส. ชุดมังกรหยก หน่วยละ 100 บาท ลุ้นโชคใหญ่ 10 ล้าน พร้อมลุ้นรางวัลพิเศษรวมกว่า 16 ล้านบาท

คต. อัพเกรดระบบบริการ เชื่อมฐานข้อมูล หนุนผู้ส่งออกไทยใช้สิทธิ FTA เพิ่มขีดแข่งขันการค้าในตลาดต่างประเทศ