ทส. จับมือพันธมิตรลงนาม MOU ยกระดับ “น้ำพุร้อน” สู่มาตรฐานสากล ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพ

ทส. จับมือพันธมิตรลงนาม MOU ยกระดับ “น้ำพุร้อน” สู่มาตรฐานสากล ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพ

     นายเผด็จ ลายทอง รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวภายหลังเป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ด้านการพัฒนาแหล่งน้ำพุร้อนธรรมชาติของประเทศไทย ณ ห้องประชุม 802 ชั้น 8 สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ว่า การลงนามครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญในการยกระดับน้ำพุร้อนไทยสู่มาตรฐานสากล โดยมุ่งเน้นกลยุทธ์สำคัญ 4 ด้าน ได้แก่ การบริหารจัดการแหล่งน้ำต้นน้ำให้มีคุณภาพ การใช้ประโยชน์เพื่อสุขภาพอย่างเหมาะสม การวิจัยและพัฒนานวัตกรรมมูลค่าสูง และการต่อยอดธุรกิจผลิตภัณฑ์และบริการจากน้ำพุร้อน เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจเชิงสุขภาพ (Wellness Economy) และโครงการนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ แต่ยังมีเป้าหมายส่งเสริมการมีส่วนร่วมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและชุมชนในพื้นที่ เพื่อสร้างรายได้และโอกาสให้แก่ประชาชนอย่างยั่งยืน เพื่อให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจเชิงสุขภาพอย่างเต็มรูปแบบในอนาคต ​ทั้งนี้ กระทรวงฯ ให้ความสำคัญกับการดูแล “คุณภาพและความยั่งยืนตั้งแต่ต้นน้ำ” โดยมี กรมทรัพยากรน้ำบาดาล เป็นหน่วยงานหลักในการสนับสนุนทางวิชาการและเทคโนโลยี เพื่อประเมินศักยภาพน้ำพุร้อนอย่างเป็นระบบ ไม่ให้กระทบต่อระบบนิเวศ และสามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว พร้อมทั้งร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญจากประเทศญี่ปุ่นเพื่อแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีและยกระดับมาตรฐานน้ำพุร้อนไทยสู่ระดับสากล

          ด้าน นายภาดล ถาวรกฤชรัตน์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล กล่าวว่า สถาบัน IBERD จะทำหน้าที่ประสานขับเคลื่อนโครงการกับสถาบัน Japan Health and Research Institute (JPHRI) ของประเทศญี่ปุ่นและต่างประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนผู้เชี่ยวชาญ องค์ความรู้ ประสบการณ์บริหารจัดการและการพัฒนาแหล่งน้ำพุร้อนธรรมชาติ และทำหน้าที่เป็นหน่วยงานกลาง พัฒนาศักยภาพบุคลากร ต่อยอดธุรกิจการตลาด เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจส่งเสริมสุขภาพ (Wellness Economy) รวมถึงการประสานงานกับแหล่งทุนสนับสนุนงานวิจัยและพัฒนาแผนงานของโครงการ ส่วนกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ทำหน้าที่สนับสนุนองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เกี่ยวกับทรัพยากรน้ำบาดาลที่เป็นน้ำพุร้อนธรรมชาติ ข้อมูลทางวิชาการด้านคุณภาพและศักยภาพน้ำบาดาลที่เป็นน้ำพุร้อนธรรมชาติที่จะสามารถพัฒนานำมาใช้ประโยชน์เพื่อความยั่งยืน รวมทั้งการสนับสนุนข้อมูลและประสานในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยน้ำบาดาล

          ​สำหรับการบูรณาการครั้งนี้ เป็นความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา รวม 8 หน่วยงาน ได้แก่ กรมทรัพยากรน้ำบาดาล กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย โดยมีสถาบันวิจัยและพัฒนาเศรษฐกิจการพาณิชย์ (IBERD) และ Japan Health and Research Institute (JPHRI) เป็นหน่วยงานร่วมขับเคลื่อน ซึ่งการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในครั้งนี้ เพื่อบูรณาการการบริหารจัดการแหล่งน้ำพุร้อนธรรมชาติ ด้านพัฒนาบุคลากร แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ไทย- ญี่ปุ่น และต่างประเทศ และเพื่อสร้างเครือข่ายด้านส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) นำไปสู่การบรรลุเป้าหมายพัฒนาเศรษฐกิจเชิงสุขภาพ (Wellness Economy) ด้วยสาขาน้ำพุร้อนไทยที่มีมาตรฐานสากล โดยมีระยะเวลา 3 ปี (26 กุมภาพันธ์ 2569 ถึง 25 กุมภาพันธ์ 2572) และมีแผนกลยุทธ์สำคัญ 4 ข้อ ได้แก่ การบริหารจัดการทรัพยากรแหล่งต้นน้ำให้มีคุณภาพตามมาตรฐานสากล การใช้ประโยชน์ด้วยน้ำพุร้อนธรรมชาติเพื่อสุขภาพอย่างเหมาะสม การวิจัยและพัฒนาเพื่อสร้างนวัตกรรมที่มีมูลค่าสูง และการต่อยอดธุรกิจผลิตภัณฑ์และบริการจากแหล่งน้ำบาดาลที่เป็นน้ำพุร้อนธรรมชาติ

                         ---------------------------

By: วัฒนรินทร

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

กรมวิชาการเกษตรเดินหน้าอบรมผู้ควบคุมการใช้โดรนพ่นสาร ตั้งเป้า 5,000 ราย ทั่วประเทศภายในปี 70

ธ.ก.ส. เปิดตัวสลากออมทรัพย์ ธ.ก.ส. ชุดมังกรหยก หน่วยละ 100 บาท ลุ้นโชคใหญ่ 10 ล้าน พร้อมลุ้นรางวัลพิเศษรวมกว่า 16 ล้านบาท

สั่งกรมทะเลฯ เดินหน้ามาตรการเข้ม รับมือพะยูนตายและการล่าเอาเขี้ยวพะยูน ย้ำ “ไม่ใช่แค่นับศพ แต่ต้องเปลี่ยนเป็นรักษาชีวิต”