สวทช. ขยายผล “ท่อนพันธุ์สะอาด” สู่ไร่มันสำปะหลัง ในบ้านโป่ง สร้างต้นแบบพื้นที่ หยุดวิกฤตใบด่างด้วยพันธุ์ดี

สวทช. ขยายผล “ท่อนพันธุ์สะอาด” สู่ไร่มันสำปะหลัง ในบ้านโป่ง สร้างต้นแบบพื้นที่ หยุดวิกฤตใบด่างด้วยพันธุ์ดี


      ดร.แสงสูรย์ เจริญวิไลศิริ นักวิจัยไบโอเทคสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และหัวหน้าโครงการการส่งเสริมการผลิตมันสำปะหลังที่ยั่งยืนในแถบลุ่มน้ำโขง ผ่านการถ่ายทอดเทคโนโลยีผลิตต้นพันธุ์สะอาดและการตรวจคัดกรองโรคใบด่าง กล่าวว่า สถานการณ์วิกฤตของโรคใบด่างมันสำปะหลังที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่ปี 2561 ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่เกษตรกรขาดแคลนท่อนพันธุ์สะอาดไปจนถึงภาคอุตสาหกรรมที่ขาดแคลนวัตถุดิบ โครงการวิจัยจะเป็นการนำเอานวัตกรรมการผลิตต้นพันธุ์ปลอดโรคและต้นพันธุ์สะอาด ที่พัฒนาขึ้นโดยทีมวิจัยไบโอเทคและพันธมิตร คือ เทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ (Tissue Culture) ควบคู่ไปกับเทคนิคการขยายพันธุ์ด้วยท่อนพันธุ์ขนาดเล็ก (Mini-stem Cutting) โดยมีการใช้เทคโนโลยีการตรวจวินิจฉัยโรคใบด่าง (ELISA และ Immunochromatographic Strip Test) ประกอบในกระบวนการผลิตและการติดตามโรคในแปลงเพื่อตัดวงจรการระบาดที่มักติดไปกับท่อนพันธุ์และมีแมลงหวี่ขาวเป็นพาหะ โดยโครงการนี้ได้รับงบประมาณจากกองทุนพิเศษแม่โขง-ล้านช้าง (LMCS) ซึ่งมุ่งเน้นการยกระดับมาตรฐานการผลิตมันสำปะหลังให้ยั่งยืนครอบคลุมทั้งภูมิภาค  ในการนำเทคโนโลยีไปปฏิบัติจริง โครงการได้ร่วมมือกับ บริษัท อุตสาหกรรมแป้งมันบ้านโป่ง จำกัด โดยเข้าไปสนับสนุนตั้งแต่การให้คำแนะนำจัดตั้งห้องปฏิบัติการ การจัดซื้ออุปกรณ์ ไปจนถึงการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ให้สามารถเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อได้อย่างครบวงจร นอกจากนี้ ยังมีการจัดทำแปลงสาธิตการผลิตต้นพันธุ์สะอาด สายพันธุ์พิรุณ 4 เพื่อเปรียบเทียบผลผลิตและคุณภาพของต้นพันธุ์ระหว่างการปลูกจากต้นเนื้อเยื่อ การปลูกแบบ Mini-stem และการปลูกโดยใช้ท่อนพันธุ์ปกติที่เกษตรกรปลูกทั่วไป (Stem cutting) จากการติดตามผลโดย นายปรมี ปลื้มจิตร เจ้าหน้าที่ดูแลแปลงวิจัย พบว่า อัตราการรอดชีวิตในสภาพแปลงปลูกของต้นเนื้อเยื่อ และ Mini-stem cutting มากกว่า 95% ซึ่งไม่แตกต่างจากการปลูกโดยใช้ท่อนพันธุ์ปกติ นอกจากนี้ยังมีอัตราการเจริญเติบโตและการสะสมแป้งที่ดีไม่แตกต่างกันทั้ง 3 วิธี แต่วิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อมีแนวโน้มให้จำนวนกิ่งพันธุ์ที่มากกว่าวิธีอื่น อย่างไรก็ตาม การปลูกจากต้นเนื้อเยื่อต้องมีการดูแลเป็นพิเศษในช่วง 1-2 เดือนแรก เนื่องจากเป็นช่วงที่ต้นเนื้อเยื่อกำลังปรับตัวกับสภาพแวดล้อมในแปลงปลูก

     “ความสำเร็จของโครงการการส่งเสริมการผลิตมันสำปะหลังที่ยั่งยืนในแถบลุ่มน้ำโขง ผ่านการถ่ายทอดเทคโนโลยีผลิตต้นพันธุ์สะอาด คือการเปลี่ยนจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปสู่การสร้างระบบนิเวศการผลิตที่ยั่งยืน ความร่วมมือระหว่างหน่วยงานวิจัยและภาคเอกชนในครั้งนี้พิสูจน์ให้เห็นว่า ความมั่นคงของอุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทยเริ่มต้นจากความแข็งแรงของต้นทางคือการมีท่อนพันธุ์สะอาด ซึ่งจะเป็นการวางรากฐานทางเศรษฐกิจที่สำคัญให้อุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทยก้าวข้ามผ่านวิกฤตโรคระบาดไปได้ในระยะยาว” ดร.แสงสูรย์ หัวหน้าโครงการฯ กล่าว

          ด้าน ดร.ยินดี ชาญวิวัฒนา นักวิจัย และทีมวิจัยธนาคารเนื้อเยื่อพืช ไบโอเทค กล่าวว่า เทคโนโลยี Tissue Culture เป็นนวัตกรรมการขยายพันธุ์พืชในสภาพปลอดเชื้อ โดยการนำเนื้อเยื่อเจริญส่วนปลายยอดของมันสำปะหลังมาเลี้ยงบนอาหารสังเคราะห์ในห้องปฏิบัติการที่ควบคุมสภาพแวดล้อมอย่างเข้มงวด เทคโนโลยีนี้มีหัวใจสำคัญอยู่ที่การตัดวงจรโรคระบาด เนื่องจากช่วยให้สามารถผลิตต้นแม่พันธุ์สะอาด ที่ปราศจากเชื้อไวรัสใบด่างได้แบบ 100% ทั้งยังสามารถทวีคูณจำนวนต้นพันธุ์ได้มหาศาลอย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องรอฤดูกาล ซึ่งต้นพันธุ์ที่ได้จะมีลักษณะทางพันธุกรรมเหมือนต้นแม่พันธุ์ทุกประการ และมีความสม่ำเสมอทุกต้น พร้อมสำหรับกระบวนการอนุบาลและขยายจำนวนสู่มือเกษตรกรในสเกลที่ใหญ่ขึ้นต่อไป


           ขณะที่ ดร.วรากร รัตนอารีกุล นักวิจัยร่วมในโครงการ หัวหน้าศูนย์วิจัยการถ่ายทอดเทคโนโลยีทางการเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ราชบุรี กล่าวว่า เทคโนโลยี Mini-stem Cutting เป็นกลไกสำคัญในการเร่งขยายปริมาณท่อนพันธุ์สะอาด โดยนำท่อนพันธุ์ที่ผ่านการตรวจรับรองว่าปลอดเชื้อมาตัดแบ่งขนาด 10-15 เซนติเมตร ซึ่งทำให้ได้จำนวนท่อนพันธุ์มากกว่าการตัดท่อนพันธุ์แบบปกติ 2-3 เท่า และอนุบาลในโรงเรือนประมาณ 14 วันก่อนลงปลูกจริง ซึ่งช่วยให้สามารถเพิ่มปริมาณท่อนพันธุ์สะอาดได้อย่างรวดเร็ว 


           และ นายกิตติ สุขสมิทธิ์ กรรมการผู้จัดการฝ่ายซัพพลายเชน บริษัท อุตสาหกรรมแป้งมันบ้านโป่ง จำกัด กล่าวว่า บริษัทได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีจาก ไบโอเทค สวทช. ช่วยให้บริษัทตั้งห้องปฏิบัติการผลิตต้นพันธุ์ปลอดโรคได้จริง แม้การเตรียมการในช่วงแรกจะมีความซับซ้อน แต่ผลลัพธ์ที่ได้คือต้นพันธุ์ที่แข็งแรง ปลอดโรค ซึ่งช่วยเพิ่มผลผลิตต่อไร่ให้กับเกษตรกร เมื่อเกษตรกรมีกำไรและเกิดแรงจูงใจในการปลูกอย่างต่อเนื่อง โรงงานย่อมมีความมั่นคงในการมีวัตถุดิบป้อนเข้าสู่ระบบการผลิตอย่างสม่ำเสมอ

                          ----------------------

By: วัฒนรินทร

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

กรมวิชาการเกษตรเดินหน้าอบรมผู้ควบคุมการใช้โดรนพ่นสาร ตั้งเป้า 5,000 ราย ทั่วประเทศภายในปี 70

ธ.ก.ส. เปิดตัวสลากออมทรัพย์ ธ.ก.ส. ชุดมังกรหยก หน่วยละ 100 บาท ลุ้นโชคใหญ่ 10 ล้าน พร้อมลุ้นรางวัลพิเศษรวมกว่า 16 ล้านบาท

คต. อัพเกรดระบบบริการ เชื่อมฐานข้อมูล หนุนผู้ส่งออกไทยใช้สิทธิ FTA เพิ่มขีดแข่งขันการค้าในตลาดต่างประเทศ